วันพฤหัสบดีที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2557

Day 9 My Past ตอนที่ 3 by Kanthorn


หลังจากที่ผมได้แง่คิดมุมมองมาจากป๊า และอาเจ็กผม....มันทำให้ผมรู้ตัวว่าชีวิตที่ผมกำลังใช้อยู่นั้นมันไร้สาระมากไม่มีจุดหมาย เที่ยวเล่นไปวันๆไม่สนใจอนาคตมากมายตามภาษาเด็กที่ขอเงินพ่อแม่ไปวันๆ....จากนั้นผมก็เริ่มตระหนักได้ว่าถ้าเราอยากจะประสบความสำเร็จเร็วกว่าคนอื่นเราควรเริ่มตั้งแต่ตอนนี้ ! ถึงแม้ผมจะเริ่มช้ากว่าพ่อของผม แต่ในตอนนี้ผมกล้าพูดเลยว่าผมเป็นหลานคนแรกของตระกลูที่หาเงินใช้เองตั้งแต่อยู่มหาลัยโดยที่ไม่ขอเงินจากที่บ้านเลยแม้แต่บาทเดียว...เงินที่ผมได้มามันมาจากการเทรดทั้งหมด มันจะมีช่วงที่ดีมากเงินเข้าตลอดทุกอาทิตย์ แต่บางครั้งก็ไม่มี Cash flow เลยเป็นเดือนนั่นก็ เพราะตัวผมเองนั้นวางแผนไม่รอบคอบ แต่นั่นก็ถือว่าเป็นข้อดีเพราะทุกครั้งที่เราพลาด เราก็จะเรียนรู้วิธีป้องกันมัน พูดง่ายๆว่าทุกครั้งที่ผมพลาด ทุกครั้งที่ผมแพ้ผมจะเก่งขึ้น ! .....ผมอยากที่จะประสบความสำเร็จครับ แต่เส้นทางที่ผมกำลังเดินอยู่มันเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้นครับ ผมต้องฝึกให้มากกว่านี้ พยายามให้มากกว่านี้ แบ่งเวลาให้ดีกว่านี้ รักษาสุขภาพให้มากกว่าที่เป็นอยู่ และที่สำคัญต้องเทรดให้ดีกว่านี้...เมื่อกลางปีที่แล้วผมวางแผนโครงสร้าง Port ของผมว่าจะเทรด TFEX ไว้เป็นค่าใช้จ่าย และปล่อยให้ Port ของตลาดต่างประเทศโตไปเรื่อยๆ...ตอนนี้เงินที่ผมเอาออกมาใช้จ่ายก็เลยมาจากตลาด TFEX เทรดตัว Index Future ผมคิดค้นและ run 2 model บนสินค้า มีทั้ง model ที่เก็บ Cash flow และ model ที่ Follow trend ระยะยาว.

ความผิดพลาดก็เคยเจอครับ เมื่อประมานเดือนตุลาคม 2013 ตอนที่ S50Z13 เริ่มจะลงผม Long position ไว้เต็มเลย และเมื่อถึงจุดที่ต้องทำการ Hedge Position ผมกลับไม่ยอมทำตามแผนและกฎที่วางเอาไว้...ทำให้ Port loss เสียหายไปหนักมากจนต้องหาทางแก้ไขกับปัญหานี้ แต่พอเรียกสติกลับมาได้เลยรู้ว่า ระบบเทรดของผม Model ของผมนั้นมันดีอยู่แล้ว และก็ไม่เกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมืองจะไปโทษไม่ได้ว่า เพราะคนออกมาชุมนมกันตลาดเลยลง เพราะถ้าผมทำตามระบบยังไงผมก็กำไร เพราะผมออกแบบมาให้มันทนต่อทุกสภาพแวดล้อม....แต่ความผิดพลาดที่แท้จริงมันมาจากตัวของผมเองหลักๆแล้วมันมาจากผมเทรด Sniper ได้แม่นมากเป็นเวลา 3 เดือนติดต่อกันโดยที่ไม่ผิดเคยแม้แต่ครั้งเดียวทั้ง TFEX และตลาดเมืองนอก...พอมองย้อนกลับไปผมเกิดภาวะที่เรียกว่า "Super Ego" พอพลาด mental ก็เสีย ผมเสียก็ Bias ผิดๆทำให้ไม่ยอม follow plan จากนั้นมันเลยเกิดผลเสียระยะยาว แต่ในตอนนี้นั้นผมรู้แล้วว่าผมพลาดที่อะไรไปผมฝึกแล้วฝึกอีกจนมั่นใจว่าเราจะไม่แพ้แบบนั้นอีก....และก็เป็นความบังเอิญหรือ เพราะผมพยายามแล้วพยายามอีก ฝึกๆๆ คิดค้นวิธีฝึกแปลกๆขึ้นมาทำให้ร่างกายชินต่อการเทรดโดยใช้สัญชาตญาณตอนทำการ Hedge เพราะบางครั้งจุดที่ไม่น่า Hedge หรือบางครั้งมันดูขัดกับความคิดเรา อาจจะเป็นจุดที่เปลี่ยนแปลงของตลาดก็เป็นไปได้....พอผมทำได้ผมก็สามารถเทรดปรับต้นทุนกลับมาได้อย่างรวดเร็ว (รู้งี้ทำไปนานละ T_T) .....บางคนอาจจะมองว่าผมฟลุ๊ก ผมโชคดี ผมเสี่ยง....ผมบอกไว้เลยว่าถ้าคุณไม่ได้เห็นตอนผมฝึกว่าผมฝึกหนักแค่ไหนที่จะปรับข้อผิดพลาดตรงนั้นให้เป็นจุดแข็งได้...อย่าได้มาอ้าปากบอกว่าวิธีการของผมมันเสี่ยง หรือแค่โชคดี....คุณควรกลับไปทำของคุณให้ดีก่อนที่จะมาติชมในตัวผม.

ที่ผมต้องการจะสื่อคือ ผมไม่ใช่อัจฉริยะ แต่ผมเป็นคนคนหนึ่งที่ฝึกหนักมาก บางคนอาจจะมองว่าผมชิวๆไปเที่ยวนู่นเที่ยวนี่ออกไปไหนมาไหนกับแฟน แต่ผมแบ่งเวลาเป็นครับ เพราะรายได้เงินที่ผมได้มามันมาจากการเทรดถ้าผมไม่ทำงานก็ไม่มีเงิน...ผมมีชั่วโมงที่โฟกัสแต่การเทรด หาวิธีต่างๆมาฝึกให้มันฝืนธรรมชาติ ผลที่ออกมาก็ดีมั่งไม่ดีมั่ง แต่ 80% เห็นผลจากการฝึก ผมยอมนอนน้อยกว่าคนอื่น และตื่นเช้าไปเรียนได้อย่างไม่มีปัญหา เพราะมันคือหน้าที่ กาแฟมีก็กินไปดิ..ว่างเมื่อไรก็ค่อยกลับบ้านมา Nap  .....วิธีกำจัด Ego ง่ายๆก็คือมองไปที่ Equity ของ Port เราเองถ้ามันสวยงามแปลว่าใช้ได้ แต่เมื่อไรก็ตามที่มันกากตัวเลขเน่ามาก ก็อย่าได้ไปมี Ego ไปเถียงชาวบ้านว่าอันนี้มันไม่ได้ผล จงมองย้อนกลับมามองที่ตัวเราว่าพลาดอะไรไปแล้วหาทางแก้ไข...นั่นแหละจะเป็นหนทางที่ทำให้เราประสบความสำเร็จ.

----หลังจากที่ผมได้อ่าน Hedge Fund Market Wizards Chapter 14 ,Jimmy Balodimas มันทำให้ผมรู้ว่ามันไม่สำคัญเลยว่าผมจะเทรดผิดหรือถูก แต่มันสำคัญที่ว่าผมต้องกำไร....ผมเทรดผิดก็ต้องกำไร เทรดถูกอันนี้มันกำไรอยู่แล้ว....เสน่ห์ของตลาดตอนนี้ที่ผมสัมผัสได้คือ การที่เราเทรดผิดทาง แล้วเราจะแก้ทางยังไงให้สิ่งที่ผิดนั้นกลับมาเป็นกำไร------

***สรุปก็คือคนเราถ้าคิดจะเริ่มลงมือทำควรทำให้จริงจังอย่างเต็มที่ อย่าดีแต่ปากพูดไปเรื่อยๆแล้วไม่ลงมือทำให้มันจริงจัง ทำมาพูดท้อนู่นท้อนี่...มันไม่มีคำว่าสายเกินไปที่จะเริ่ม มันอยู่ที่คุณจะกล้าที่จะเริ่มหรือเปล่า และก็อย่าไปกลัวปัญหา หรือข้อผิดพลาดที่จะเกิดขึ้น เพราะถ้าคุณกล้าที่จะลงมือทำแล้วปัญหาข้อผิดพลาดมันเกิดขึ้นตลอดเวลา ที่สำคัญคืออย่ายอมแพ้ เปลี่ยนข้อผิดพลาดนั้นเป็นจุดแข็งของตัวเราให้ได้.

THE END

Day 9: ณ ห้วงเวลาหนึ่ง by Mildshow

Right time to Right successful

     คำที่ผมพูดถึงข้างบนนี้ มันจากประโยคนึงที่แม่ผมพูด แล้วผมเอามาทำเป็นประโยคในสไตล์ของผม คริคริ ถ้าจะให้ขยายความ มันก็คือ เวลาที่ใช่มาพร้อมกับความสำเร็จที่ใช่ แล้วมันยังไง? แรงบันดาลใจ สิ่งที่ชอบ สิ่งที่เรารัก มักจะทำให้งานที่เรารักมันจะประสบความสำเร็จได้อย่างง่ายดายและราบรื่นกว่า
ณ วันนี้ผมออกไปหาแรงบันดาล ณ ที่แห่งหนึ่ง ไม่ไกลจากบ้านของผม  และที่นั่นมีคำสอนธรรมะ มากมายติดตามต้นไม้ เป็นคำสอนที่ให้แง่คิด และปล่อยวางต่อโลกที่ยุ่งเหยิงในปัจจุบัน ที่อะไรๆต่างๆ รวดเร็ว แน่นหนาไปด้วยข้อมูลข่าวสาร ที่มีทั้งจริงปละถูกปรุงแต่งขึ้น ชีวิตที่รีบร้อน + กับความคิดมากในการห่วงเรื่องอนาคตมากจนเกินไป จนลืมมอง ณ ปัจจุบัน ว่าเราเครียดเกินไปรึเปล่า กับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ผมเลยกลับมาย้อนคิดว่า ไม่มีความจำเป็นอะไรที่ต้องไปคิดถึงอนาคต  ปัจจุบันให้ดีที่สุด ทำให้สุดๆ ณเวลานี้  ผมปลงกับชีวิต กลับมาเป็นสไตล์ผมคนเดิมดีกว่า  คิดถึงปัจจุบัน ออกไปทำสิ่งที่ผมรัก ทำทุกขณะเวลาให้มีความสุขมากๆกับคนที่ผมรัก ทั้งครอบครัว แฟนของผม น้องหมา และคนรู้จักที่ผมเคารพนับถือ

ทิ้งท้ายสักนิด ด้วยคำสอนจากท่าน พุทธาตุภิขุ ตรงใจของผมมากๆ


เราจะมีเงินเป็นล้านๆๆๆๆ ไปทำไม ถ้าเกิดความสุขไม่ได้มีขึ้นในจิตใจ
เราจะมีเงินเป็นล้านๆๆๆๆ ไปทำไม ถ้าเกิดเราไม่มีน้ำใจที่จะรู้จักแบ่งปัน
เราจะมีเงินเป็นล้านๆๆๆๆ ไปทำไม ถ้าหากไม่เคยใช้ให้เกิดประโยชน์สุข แก่ตนเอง และ ไม่เคยตอบแทนคืนแก่สังคม         สาธุ

Mildshow

วันพุธที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2557

Day 8 My Past ตอนที่ 2 by Kanthorn


มาต่อ ตอนที่ 2 ของอดีตในบางมุมของตัวผมกันครับ....


ในตอนนั้นสิ่งที่ผมพยายามอย่างหนักคือการอ่านหนังสือ...ผมไม่รู้เลยว่าด้วยแนวคิดเรื่องการพยายามมันจะมีผลต่อทุกเรื่องในชีวิตหลังจากนั้น เพราะผมไม่เคยยอมแพ้ต่อสิ่งใดก็ตามที่เข้ามาในชีวิตครับ ผมจะสู้ๆๆๆ และก็สู้ให้ถึงที่สุดถ้าเรื่องนั้นมันจะทำให้ความฝันของผมเป็นจริง.

ย้อนกลับไปที่อดีตของบ้านผมนิดหนึ่ง...อากงกับอาม่าของผมเป็นชาวสวนครับ ทำไร่ ทำสวน และขายถ่านที่เอาไว้ก่อไฟ บ้านของอากงอยู่ที่จังหวัดปราณบุรี ดังนั้นพ่อและแม่ก็ผมก็เลยเป็นคนปราณบุรี แต่ตัวผมนั้นเกิดที่กรุงเทพ ผมโชคดีเกิดในยุคสมัยที่สบาย อยากได้อะไรก็ได้ ผมเป็นลูกชายคนโตของลูกชายคนโตตามหลักของคนจีนแล้วจะเป็นที่รักครับ จะโดนตามใจ แค่ชี้นิ้วก็ได้ของเล่นแล้ว...ซึ่งตัวผมในวัยเด็กนั้นนิสัยเสียมาก บางคนอาจจะมองว่าเป็นเพราะวิธีการเลี้ยงลูกเลยทำให้เด็กเสียนิสัย แต่ผมมองว่าเราจะไปโทษพ่อแม่เด็กไม่ได้ เพราะรุ่นพ่อแม่เค้าใช้ชีวิตกันลำบากพอมีลูกก็อยากให้ลูกสบาย ดังนั้นมันอยู่ที่ตัวเด็กว่าจะคิดได้เองหรือเปล่า แต่การที่จะให้คิดเองได้นั้นผมมองว่ามันประกอบไปด้วย หลักการสอนจากครอบครัว + สภาพแวดล้อมของคนรอบข้าง + จุดเปลี่ยนสำคัญๆในชีวิต + ความดื้อในตัวเรา และที่สำคัญเลยคือเป้าหมายของตัวเรารวมไปถึงเพื่อนๆที่พร้อมจะไปตามล่าความฝันนั้นกับเราในเส้นทางเดียวกัน.......

พอโตมาผมก็เริ่มคิดได้ว่าผมต้องเลยทำอะไรสักอย่างตอนนั้นอายุ 15 ปีน่าจะได้ก็เดินไปนั่งเล่นร้านทองของญาติฝ่ายแม่...ลูกพี่ลูกน้องของผมนั้นเล่นหุ้นครับ เค้าก็คุยกันเรื่องนี้ตัวผมเองฟังๆไปเลยสนใจ แต่ก็ไม่รู้ว่าหุ้นคืออะไรแต่คิดว่าก็เท่ดี...ก็เก็บไปคิดๆแล้วก็ลืม แต่ตอนนั้นไปแอบซื้อหนังสือของ Warren Buffett มาอ่านแต่อ่านไม่รู้เรื่อง เพราะ skill ยังไม่ถึงอ่านแล้วงง ฮ่าๆๆๆ จากนั้นเวลาก็ผ่านไป 3 ปีน่าจะได้ก็คงอายุประมาน 18 ปี ในช่วงเวลานี้ผมได้รู้จักกับพี่ท๊อปแล้ว(Topbeatbox).....พอดีว่าในช่วงนั้นผมเริ่มอ่านหนังสือพวกธุรกิจแล้วสนใจแต่ไม่มีทุน ก็ไม่กล้าไปขอที่บ้านหรอก เพราะเรายังเป็นแค่เด็กยังไม่ได้มีการ Prove ตัวเราเองเลยใครจะมาเชื่อ...และช่วงนั้นผมก็เริ่มไปคุยมุมมองธุรกิจกับอาเจ็ก(น้องชายพ่อ)บ่อยๆ อาเจ็กผมได้ให้แง่คิดต่างๆมากมาย แต่มีอันหนึ่งที่ผมจำมาถึงทุกวันนี้แล้วพูดกับเพื่อนบ่อยๆนั่นคือ "รุ่นพ่อแม่เราอะลำบาก แต่เค้ายังหาเงินส่งพวกมึงเรียน เลี้ยงพวกมึงมาให้เรียนที่ดีๆกินอยู่อย่างสบายแบบนี้ได้เลย ทั้งๆที่พวกเค้าเริ่มจาก 0 บาท ดังนั้นรุ่นมึงเนี่ยมีต้นทุนถ้าอายุเท่าพ่อในตอนที่หาเงินได้ แต่หาได้น้อยกว่าแปลว่ามึงอ่อนและกระจอกเกินไปแล้ว...มึงต้องมีอย่างน้อย 1 เท่าจากที่พ่อมี เช่นพ่อมึงมี 1 ล้านตอนอายุ 18 ปี มึงต้องมี 2 ล้าน เพราะมึงมีต้นทุนแล้วทำไมยังอ่อน" .

****ในมุมมองของผมตอนนี้มองว่าเด็กที่อ่อนๆทำตัวสบาย อ้าปากขอเงินพ่อแม่ไปวันๆนั้นสู้พ่อแม่ไม่ได้ทั้งๆที่พวกท่านนั้นไม่มีต้นทุนอะไรมากมาย แต่เราก็ยังสู้ไม่ได้ในช่วงอายุเท่าพวกท่านมันเป็นเพราะว่าเราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่สบายเกินไป(พ่อแม่เลี้ยงดีเกินไป) เราต้องเอาตัวเราออกจาก comfort zone ให้ได้เราถึงจะประสบความสำเร็จเร็วกว่าคนอื่น**** 


หลังจากฟังอาเจ็กพูดว่าพ่อผมเริ่มตั้งแต่ 0 บาท มันจะเป็นไปได้อย่างไร ถ้าเราไม่มีเงินในการสร้างธุรกิจจะทำยังไงให้หาเงินก้อนนั้นมาได้....ผมก็เลยกลับมาแอบถามแม่ครับคำตอบที่ได้คือ เริ่มมาจาก 0 บาทจริงๆ โอ้พระเจ้า ....ตอนนี้ในหัวผมเกิดคำถามขึ้นมาทันทีว่าป๊าผมทำยังไง สุดท้ายก็หาคำตอบมาจนได้-----คือในตอนนั้นอย่างที่ผมบอกไปอากงอาม่าผมจนครับเรื่องเงินทุนไม่ต้องพูดถึง...สิ่งที่ป๊าผมทำก็คือเป็นนายหน้าค้าที่ดินครับใช้แค่ปากพูดออกไปก็ได้เงินแล้ว คือป๊าผมเป็นคนพื้นที่ครับรู้จักคนเยอะและที่สำคัญรู้จักที่ดินแถวนั้นดี...มีแต่คนบอกว่าป๊าผมเป็นคนพูดเก่ง เป็นนักพูดที่ดี เจรจาได้เยี่ยม(Persuasive and negotiation skill) คงอาจจะเป็นพรสวรรค์แต่ไม่รู้ตัว...ป๊าผมบอกว่ามันเกิดมาจากความบังเอิญ พอดีมีนายหน้าค้าที่ดินที่เป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่จังหวัดประจวบฯ บอกกับป๊าว่าหาที่ตรงนี้ๆให้หน่อยมีคนอยากได้ ถ้าหาได้จะให้ % ด้วยความที่ว่าป๊าเป็นคนรู้จักคนเยอะและรู้จักพื้นที่เป็นอย่างดีก็เลยหาได้ครับ หลังจากพอขายที่ได้สำเร็จป๊าผมก็ได้ค่า % มาคิดเป็นเงินก็ประมาน 2 แสนกว่าบาทครับ นั่นเป็นเงินก้อนใหญ่สุดก้อนแรกที่ป๊าผมทำได้จากการเป็นนายหน้าค้าที่ดินครับ ได้เงินมาก็เอาไปสร้างบ้านให้อาม่าอากงใหม่อย่างสวยงาม....หลังจากนั้นป๊าก็ทำมาเรื่อยๆตอนใหม่ๆก็ตามไปดูงานกับผู้หญิงคนนั้น จนตอนหลังป๊าผมรู้วิธีทุกอย่าง หาลูกค้าเองได้เลยมาทำเองหมดเลย จนมีเงินครับ ป๊าผมมีเงิน 1 ล้านตอนอายุ 18 ปี (นี่ยังไม่รวมเงินเฟ้อ "inflation" นะเป็นสมัยนี้คงเยอะกว่านี้) เริ่มมาจาก 0 บาท ใช้แค่คำพูด make money ...แต่ตอนผมอายุ 18 ยังเที่ยวใช้เงินไปวันๆ ไปเดินสยาม กินของแพงๆ ซื้อเสื้อผ้า ตรงจุดนี้พี่ Topbeatbox รู้ดีเพราะผมไปเดินสยามกับมันนี่แหละ 5555


to be continued ตอนที่ 3 ครับ เพราะรู้สึกว่าเขียนเยอะไปแล้วเดี๋ยวคนจะขี้เกียจอ่านกัน เด็กไทยอ่านหนังสือไม่เกิน 5 บรรทัด ฮ่าๆๆๆ




Day 8 Fear by nutty

สืบเนื่องจากบทความของ Mildshow ที่เขียนเปิดเผยตัวเองให้ฟังนั้น มันก็สะท้อนกลับมาถึงตัวเราด้วย เนื่องจากสิ่งที่เขียนมาทั้งหมดนั้นตรงกับตัวเราซะส่วนมาก เวลามองดูเพื่อนๆที่เริ่มประสบความสำเร็จแล้วเราก็อยากจะเป็นเหมือนเขาบ้าง อยากทำเหมือนเขา แต่พอจะทำทีไรกลับมีคำถามเดิมๆซ้ำๆย้อนมาเสมอๆ ..
                                                               "มันจะสำเร็จเหรอ?" 
                                                            "เราจะทำได้จริงเหรอ?"

บางครั้งพอลงมือทำ ก็ทำได้แค่ช่วงหนึ่งเท่านั้น ผลลัพธ์ยังไม่ทันปรากฏก็เลิกซะแล้ว ยังไม่ได้พยายามจนสุดก็เลิกซะแล้ว 

คือจริงๆเรามีไอเดียที่อยากจะทำอะไรหลายอย่างมากกกกกตั้งแต่หลายปีก่อน แต่ไม่ได้ทำซักที จนคนอื่นเค้าแซงกันไปมากโข คำถามคือ อะไรฉุดเราอยู่? อะไรดึงเราอยู่? หลักๆก็คงจะเป็น ความกลัวที่จะสูญเสีย ความกลัวที่จะเปลี่ยนแปลง ความกลัวที่จะสูญเสียคือ กลัวขาดทุน กลัวทำไม่ได้ กลัวขายไม่ออก กลัวนั่นกลัวนี่ ความกลัวที่จะเปลี่ยนแปลง คือ กลัวที่จะทำอะไรใหม่ๆโดยไม่มีผลลัพธ์รองรับที่ชัดเจนว่ามันจะสำเร็จไหม กลัวจนเหมือนเป็น paranoid กลัวได้ แต่ควรกลัวสิ่งที่ควรกลัว กลัวพร่ำเพรื่อก็กลายเป็นดาบกลับมาทำร้ายตัวเอง เพราะความกลัวนี่แหละคือสิ่งที่ยึดเราอยู่กับที่ ไม่ก้าวไปข้างหน้า หรืออาจถอยหลังเลยก็เป็นได้ การย่ำอยู่กับที่ในชีวิตคือสิ่งที่แย่ที่สุด เรารู้สึกนะว่า เราเสียค่าเสียโอกาสไปมากมายเพราะความกลัวนี่แหละ ค่าเสียโอกาสที่เสียไปคงเสียมากกว่าที่ขาดทุนถ้าหากทำตั้งแต่แรก ไม่งั้นตอนนี้คงสบายไปแล้ว หรือถ้าหากมันล้มเราก็ยังมีเวลาทำใหม่ได้นี่หน่า มันต้องสำเร็จซักอย่างล่ะ เอาจริงก็รู้สึกแย่นะ ย่ำอยู่กับที่ระหว่างที่คนอื่นกำลังเดินหน้า ก็รู้สึกเหมือนเราก้าวถอยหลังไปโดยอัตโนมัติ เวลาที่มีก็ถอยหลังลงทุกวันๆ ช่วงชีวิตในวัยเด็กกับวัยผู้ใหญ่มันต่างกันก็ตรงนี้ ตอนเด็กแค่กินอิ่ม นอนหลับ ได้หายใจ ได้เล่นก็มีความสุขแล้ว ทุกวันนี้ได้กินอิ่ม นอนหลับ ได้หายใจ ได้เล่น แต่ยังอยู่ที่เดิม ไม่มีความก้าวหน้าในชีวิต มันรู้สึกเหมือนมีอะไรขาดหายไป  รู้สึกโง่เง่าเต่าตุ่น ไม่เอาไหนเลย เพราะฉะนั้นคงลองเปลี่ยนมุมมอง เพิ่มความกล้าแบบมีเหตุผลและความเชื่อเข้าไปอย่างละนิดอย่างละหน่อย ปรุงออกมาให้กลมกล่อม ลองทำอะไรใหม่ๆดูสักหลายๆครั้ง มันไม่สายเกินไปหรอก

ถ้ากลัวมากนะ ก็กลัวความจน กลัวไม่มีกินให้มากกว่ากลัวอย่างอื่น ก็เป็นหนึ่งในแรงผลักดัน(แบบจำเป็นไงเพราะกลัวจน)ในการทำงานให้หนักขึ้น กล้ามากขึ้นก็เท่านั้น


                           

Day 8 Oppotunities in Different Baskets/Products by Topbeatbox

วันนี้ผมก็นอนคิดไปเรื่อยเปื่อย เพราะวันนี้เห็นตระกูล AUD เกิดความผันผวนรุนแรง ผมเลยคิดว่าน่าเสียดายนิดๆที่ไม่ได้ไปร่วมแจม ในระหว่างที่นั่งอยู่นั้น ผมคิดเรื่อง Oppotunities Cost ที่เราเสียไปจากการเล่นไม่กี่ Product ซึ่งผมก็ดันไปคิดออกเกี่ยวกับเรื่องที่ เรย์ ดาลิโอพูดไว้ เขาพูดว่า 15 Products (uncorrelated) ซึ่งก็นึกไปถึงเรื่องของพี่ต้านที่เคยพูดไว้เกี่ยวกับทฤษฎีของบุคคลคนนึงซึ่งจำชื่อไม่ได้แล้ว- - แต่เนื่องหาของเขาคือ Time Lagging ตรงนี้มันเหมือนเชื่อมกับ Oppotunities Cost ถ้าเราสามารถหา Product ที่ uncorrelated ซึ่งกันแหละกัน ในความหมาย ณ ตรงนี้คือลักษณะนิสัยของแต่ละสินค้าต่างกัน ถ้าเราสามารถหาสินค้ามาเติมเต็มเวลาที่เราเสียไปกับการรอคอยการวิ่งของสินค้าตัวเดียวได้ มันจะเพิ่ม Oppotunities Cost ของเราให้สูงขึ้น ถึงแม้ว่าต้นทุนเราจะมีเงินที่จำกัดและถ้าหาหลายสินค้าจะเป็นการหารเงิน ซึ่งอาจจะดูเหมือนว่า Oppotunities Cost แท้จริงไม่ได้สูงขึ้น แต่ด้วยการบริหารพอรต์ที่สามารถโยกเงินไปมาได้ และ การคุ้มความเสี่ยงจึงทำให้ เราสามารถ เพิ่ม Oppotunities Cost ได้อย่างแท้จริง
สมมุติลองคิดเล่นๆว่าเราลงทุนไปกับสินค้าตัวนึงที่เราต้องรอและไม่รู้ว่าจะมาแรงเมื่อไร ระหว่างเรารอ เราจะเสียโอกาสทำกำไรจากตัวอื่นแต่ ถ้าเรากระจายหลายตัวเราอาจจะได้สักตัวที่ผันผวน และเมื่อจบรอบของสินค้าตัวนั้น เราสามารถนำเงินมา REUSE กับสินค้าอีกตัวนึงได้ทำให้เราสามารถ สร้าง Maximun Oppotunities ถึงไม่ใช่ก็ใกล้เคียงครับ



ช่วงนี้เป็นช่วงก้าวขีดจำกัดของผมในอีกด้านหนึ่งคือการฝึกออฟชั่น ทั้งๆที่ผมเคยมีประสบการณ์มาแล้วในตลาดแต่พอผมได้ลองไปค้นหาเพิ่ม และ หาเพิ่ม จึงได้รู้ว่าการเทรดออฟชั่นช่างมีอะไรที่ลึกกว่านั้น จะว่าลึกก็ลึก จะว่าธรรมดาก็ธรรมดา ขึ้นอยู่กับมุมมองของคนที่ไปอ่านเจอว่าสามารถนำมาใช้ได้ขนาดไหน ผมมีความตั้งใจว่าจะทำ Research เกี่ยวกับออฟชั่นทุกอย่างเก็บไว้รวมเล่มเพื่อไปไหนมาไหนจะได้อ่านได้สะดวก หลังจากที่ผมได้อ่านแล้วทำให้ผมยิ่งอยากรู้ขึ้นไปอีก เดิมที่ผมไม่ใช่คนแบบนี้ ตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ที่ผมกลายเป็นคนที่เอาจริงเอาจังไปซะได้ อาจจะฝืนทำไปเรื่อยจนติดเป็นสันดาน 555+



ในโลกเรานั้นช่างแสนกว้างใหญ่ จากที่เราเคยคิดว่าเราเก่งขึ้นมากแล้ว แต่หลังจากได้พอได้เจอผุ้คนมากมายหลากหลาย ทุกวันนี้ยังคงรู้สึกว่าความรู้ที่เรามีช่างอ่อนด้อยเหลือเกิน เป็นแค่เศษเล็กๆ จากองค์ความรู้ที่มีทั้งหมด แต่สำหรับมนุษย์หนึ่งคนไม่จำเป็นที่จะต้องรู้ทั้งหมด แต่ต้องสามารถนำเอาความรู้ที่ได้มาใช้ให้เกิดผล เลือกองค์ความรู้ที่เราถนัดให้มีประสิทธิภาพจนไม่มีใครเหนือกว่าเราด้านนี้ ถ้าทำได้นะ ^^ แต่แน่นอนว่าการรู้ย่อมดีกว่าไม่รู้ คนรู้มักเจอโอกาสใหม่ๆ คนไม่รู้คือคนไม่รู้ต่อไป
เคยได้ยินไหมว่าการจะเก่งอะไรได้จะต้องทำซ้ำๆ 10000 ชม. แล้วเคยได้ยินไม๊ว่า เหนือฟ้ายังมีฟ้า คนแรกทำ 10000 ชม. และสอนคนรุ่นต่อไปด้วยเวลา 5000 ชม.+ค้นคว้าอีก 5000 ชม. ซึ่งนำไปสอนต่อไปเรื่อยๆ คนที่มาทีหลังจะได้ความรู้ของคนก่อนหน้านั้น จึงทำให้เหนือฟ้าจึงมีฟ้า
ความรู้เราสามารถหาได้จากอินเตอร์เน็ต + การฝึกฝน เราสามารถเรียนรู้ 10000 ชม. ของแต่ละคนได้และลองนำไปปฎิบัติหรือปรับเปลี่ยนให้เข้ากับตัวเอง อย่างไรก็ตามการเรียนรู้จากคนอื่นจำเป็นที่จะต้องมีภาคปฎิบัติเพื่อให้เข้าใจถึงแก่นแท้ของสิ่งที่เราเรียนรู้มา



Topbeatbox # ชิวดิว่าาา

Day 7 My Past ตอนที่ 1 by Kanthorn


วันนี้ผมจะมาแชร์อดีตของผมในบางมุมให้ฟัง..หวังว่าผู้อ่านจะได้แง่คิดมุมมองกลับไปครับ.

----ตอนเด็กๆผมเป็นเด็กที่แปลกครับ เป็นเด็กที่มีโลกส่วนตัวสูงมาก ชอบเดินเล่นคนเดียวแล้วถือของในมือ 1 อย่าง(คิดว่ามันคืออาวุธ)พร้อมกับจินตนาการในเรื่องต่างๆในหัวไม่ว่าจะเป็นการ์ตูน หรืออะไรก็ตามที่เราชอบแล้วคิดว่าเราเป็นตัวละครในเรื่องนั้นๆ และที่สำคัญในโลกของจินตนาการตัวผมต้องเก่งที่สุด ฮ่าๆๆๆ ไม่รู้จะเหมือนคนอื่นๆตอนเด็กหรือเปล่า....แต่มีบางสิ่งที่ผมแตกต่างจากเด็กรุ่นเดียวกันอย่างชัดเจนซึ่งตัวผมก็รู้ดี มันคือ "การอ่าน" (Reading Skill) ...ซึ่งต้องบอกเลยว่ากากมากครับ คือเอาตรงๆคืออ่านหนังสือไม่ออกครับ เพราะผมมีปัญหากับการเรียงตัวหนังสือภาษาไทย พอสะกดไม่ได้ก็อ่านไม่ออกทั้งๆที่เด็กรุ่นเดียวกันอ่านออกกันสบายหมดแล้วผมยังคงช้ากว่าคนอื่น....ประมาน ป.5 ผมเริ่มอ่านออกแต่ช้ามากเพราะต้องค่อยๆสะกดทีละคำ T_T มันไม่ง่ายเลยที่จะอ่าน....ผมเกลียดมากเวลาเรียนวิชาภาษาไทย คะแนนผมจะอยู่ท้ายห้องตลอดครับ ยิ่งตอนเด็กๆครูจะมีให้ยืนอ่านหนังสือภาษาไทยผมอายมากกกก...เพราะผมอ่านไม่ออก อ่านมั่วๆ จนเพื่อนๆส่งเสียงมาว่า " ไอ้ควาย ไอ้ควาย ไอ้ควาย อ่านหนังสือไม่ออก...แล้วทุกคนก็หัวเราะกันใหญ่เลย" ตรงจุดนั้นเลยทำให้ผมยิ่งอายครับ เลยไม่กล้าแสดงออก.....แต่ในเรื่องความกากของตัวผมก็มีความแปลก นั่นคือผมชอบท่องศัพท์ภาษาอังกฤษมาก เพราะมันจำง่ายกว่าภาษาไทย ในตอนนั้นผมจำได้ว่าอ่านคำว่า January เป็นก่อนคำว่า มกราคม ซะอีกและจำได้อีกว่าท่องเดือนทั้ง 12 เดือนเป็นภาษาอังกฤษได้สบายมาก แต่พอเดือนภาษาไทยก็กลับท่องไม่ได้...ผมไม่ได้กระแดะนะครับแต่ผมเป็นแบบนั้นจริงๆ ...ผมไม่ใช่ฝรั่งครับ พ่อแม่เป็นคนไทย และในตอนนั้นก็เรียน รร.ภาคไทยครับยังพูดภาษาอังกฤษไม่เป็น

ผมมาเริ่มอ่านตัวหนังสือภาษาไทยออกจริงๆตอนประมาน ม.1 (ซึ่งถือว่าช้ากว่าเด็กปกติเยอะมากๆ)...และในตอนนั้นผมเป็นหัวหน้าห้องครับ ไม่รู้เพื่อนๆมันแกล้งหรือเปล่าที่เลือกผม และในตอนนั้นเองมันเริ่มทำให้ผมรู้ว่าคนที่เป็นผู้นำต้องมีความรับผิดชอบมากกว่าคนอื่น เพราะเราคือผู้นำ....จำได้ว่าตอนนั้นก็ยังอ่านหนังสือออกเสียงได้ไม่เก่ง แต่เพราะหัวหน้าห้องต้องออกไปพูดบ่อย วิชาภาษาไทยก็โดนเรียกอ่านก่อน พออ่านผิดก็เริ่มอาย บางทีก็ชอบเติมคำมั่วๆต่อไปในหนังสือเรียนบทนั่นตอนยืนอ่าน...ผลก็คือเพื่อนหัวเราะที่เราอ่านผิด ครูก็ด่าหาว่าหัวหน้าห้องอ่านหนังสือไม่ออก....หลังจากนั้นมันทำให้ผมเจ็บใจเป็นอย่างมาก เกิดความกดดันมากมาย เลยกลับมาบอกแม่ว่า "แม่ทำไมกันต์เรียนเก่งสู้คนอื่นในห้องไม่ได้" แม่ผมเลยตอบกลับมาว่า "ถ้าเรารู้ตัวว่าเราไม่เก่ง เราต้องพยายามมากกว่าคนอื่น 2 เท่า" พ่อผมเล่าให้แม่ฟังว่า สมัยก่อนตอนพ่อเด็กๆพ่อผมโดนดูถูกมากบ้านก็จน เรียนก็ไม่เก่ง ป๊าของผมเลยต้องพยายามมากกว่าคนอื่น ในตอนนั้นยังเป็นเด็กหาเงินยังไม่ได้ เลยใช้เรื่องเรียนเป็นการต่อสู้กับเพื่อนๆ เช่น ป๊าผมจะเดินไปถามเพื่อนที่คนเรียนเก่งที่สุดในห้องว่ามึงอ่านหนังสือวันละกี่ชั่วโมง? เพื่อนตอบว่า 2 ชั่วโมงก่อนนอน...ป๊าผมก็จะอ่าน 4 ชั่วโมงก่อนนอน...(แม่เล่าว่าตอนนั้นพ่อของผมเรียน รร.ประจำที่เรียนเป็นภาษาจีนทั้งโรงเรียน ดังนั้นเลยฝึกภาษาจีนทุกวัน นั่นแปลว่าไม่ใช่แค่ไทย แต่ฝึกจีนอีกพูดง่ายๆคือ ป๊าผมฝึกทั้ง 2 ภาษาพร้อมๆกันโดยที่ครูหรือเพื่อนๆก็จะพูดจีน เนื้อหาการสอนก็เป็นจีน...ไม่รู้จะเทพไปไหน T_T) ป๊าผมก็ทำแบบนั้นไปเรื่อยๆ สรุปป๊าผมเอาชนะที่ 1 ของห้องได้สำเร็จครับ...เอาชนะคนที่เพื่อนๆเรียกว่าอัจฉริยะได้ครับ.

พอผมฟังที่แม่เล่าให้ฟังเสร็จมันก็ทำให้ผมคิดได้ว่า "ถ้าเราอยากที่จะเก่งกว่าคนอื่น...จากนี้ไปเราต้องพยายามให้มากกว่าคนอื่นอย่างน้อย 1-2 เท่าเสมอๆ" .............หลังจากนั้นผมก็ลงมือทำฝึกฝนๆ พยายามอย่างหนักทุกวันๆ อ่านๆๆ และก็อ่านๆ อ่านออกเสียง ดู TV เวลาเห็นผู้ประกาศข่าวพูดก็พูดตาม....ในเวลานั้นก็เรียนรู้ความเป็นผู้นำ เพราะเป็นหัวหน้าห้อง....ทำไปทำมามารู้ตัวอีกทีตอน ม.2 คะแนนวิชาภาษาไทยผมติด Top 3 ของห้องครับ และหลังจากนั้นก็ไม่เคยได้ต่ำกว่า 80% เลยถึงแม้ตอน ม.4 จะโดดเรียนบ่อยวิชาภาษาไทยก็ยังคงได้เกรด 4.00 (เทพปะละ 5555) ไหนตอนนั้นจะชอบแต่งกลอนอีกสนุกสุดๆ ไม่เชื่อไปดูในสมุดพกได้แม่ผมเก็บไว้ทุกเล่ม :)


-------สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการพัฒนาตัวของผมเองก็คือ เราต้องเรียนรู้ให้มากกว่าคนอื่น ถ้าเราอยากเก่งกว่าคนอื่น....ปากบอกอยากเก่ง อยากรวย แต่ทำอะไรเหมือนๆคนอื่นคุณจะไปเก่ง ไปรวยได้ยังไง-----

หลังจากวันนั้นจนถึงปัจจุบันผมเป็นคนชอบอ่านหนังสือมากๆๆทั้งภาษาไทยและอังกฤษ...ตอนเรียนที่ BUIC  วิชาที่เป็นพวก reading หรือ writing คนอื่นบอกยากตีโจทย์ข้อนี้ไม่ออกผมทำได้หมดอะ..ผมจะได้คะแนนสูงตลอด ไม่ A ก็ B+ ต่ำสุดคือ B (ไม่เชื่อถามพี่ Mildshow หรือพี่ Boom ก็ได้ 55555)....ออกแนว Ego นิดๆ

ในมุมมองของผมนั้นคนที่เป็นอัจฉริยะมาแต่โดยกำเนิดมีจริงครับ....แต่สำหรับผมถ้าผมจะเป็นอัจฉริยะผมต้องสร้างมันขึ้นมาเอง..จากการฝึกหนักมากๆถึงจะไปสู้คนที่ถูกเรียกว่าอัจฉริยะได้ครับ.



ปล.ยังมี My Past ตอนที่ 2 คราวนี้จะพูดถึงจุดเปลี่ยนเรื่องหาเงินใช้เอง.


วันอังคารที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2557

Day 7 Thai or Farang's Language is Better? and Right or Wrong by Topbeatbox

วันนี้ผมได้ไปนั่งกินข้าวกับหมู่เพื่อนๆ จนกระทั่งวันนี้เราได้มีการโต้วาทีเกี่ยวกับเรื่อง ภาษาไทยที่เราใช้กับภาษาอังกฤษ ก่อนหน้านี้พูดอะไรกันมาก่อนผมจำได้ค่อยได้ แต่เริ่มประเด็นที่ว่า ผมพูดว่าเมืองไทยมีระบบยศฐานบรรดาศักดิ์ ผู้น้อยจะต้องเคารพคนที่ใหญ่กว่า รุ่นน้องต้องเคารพรุ่นพี่ และมีเพื่อนผมคนนึงโดนรุ่นพี่ต่อยเพราะไม่เรียกเขานำหน้าว่าพี่ ผมเลยบอกว่าดีเนอะฝรั่งใช้แค่ You and I เลยไม่มีปัญหาเรื่องนี้ขึ้น เพื่อนผมเลยเริ่มดราม่าขึ้น 555+ เขาพยายามอธิบายให้ผมเห็นถึงข้อดีของภาษาไทย ซึ่งผมก็เห็นด้วย เขาบอกว่า การเรียกพี่เรียกน้องทำให้เกิดความเอ็นดูรักใคร่กัน เป็นการเคารพซึ่งกันและกัน แต่ผมก็อธิบายให้เห็นถึงอีกด้านของความดีที่เหมือนดาบสองคม ผมพูดว่าการเรียกพี่และรุ่นน้องมันทำให้เกิด Ego ขึ้นในตัวรุ่นพี่ หรือ Ego ในตัวของคนใหญ่คนโตที่มีต่อคนผู้น้อย ยกตัวอย่างที่เห็นกันได้ง่ายๆเลยคือ ผู้ใหญ่มักไม่ฟังเด็กเพราะถึงว่าเด็กมันอ่อนประสบการณ์ มันจะไปรู้อะไร ถึงแม้ว่าไอเดียของคนผู้น้อยจะดี แต่คนผู้น้อยไม่สามารถเถียงนายตัวเองได้ หรือต่อให้อธิบายก็ไม่ถูกในสายต่อของคนเป็นนายนั้นเอง การเรียกพี่เรียกน้อง มันอยู่ที่ตัวคนใช้ และความคิด เราสามารถใช้มันให้เกิดประโยชน์ได้และสามารถเป็นโทษได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งในความคิดผม ตอนอยู่มหาลัย การเรียกรุ่นพี่รุ่นน้องค่อนข้างสำคัญมากๆ ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่ามีผลกระทบกับ Ego ของบุคคลนั้นหรือป่าว แต่ผมคิดว่าน่าจะมีผลไม่มากก็น้อย ขึ้นอยู่กับ Attitude ของแต่ละคนด้วย นอกจากนั้น ผมเลยสรุปได้ว่าไม่ว่าจะเป็นภาษาไทยหรืออังกฤษล้วนแต่มีข้อดีและข้อเสียในตัวของมัน 


คนเรามักจะยึดติดกับ Result มาก เมื่อ Result มันออกมาดีเราจึงบอกว่าดี แต่เมื่อเวลามันเปลี่ยน Result ที่เคยว่าดีอาจจะกลายเป็นไม่ดี เราไม่มีทางรู้ ในตอนนี้ฝรั่งค่อนข้างจะดูดีมากเลยที่เดียวเพราะด้วยความคิดของเขาและผลลัพธ์ ซึ่งผมเองก็คิดแบบนั้นว่าฝรั่งโหดกว่าในตอนนี้และในสมัยนี้ แต่เราไม่อาจจะรู้ได้ว่าวันหน้าจะดีหรือไม่ ถ้าให้เปรียบก็เหมือนประเทศจีนกับพวกตะวันตก แต่ก่อนใครจะรู้ว่าจีนจะทำให้เศรษฐกิจมาไกลได้ถึงเพียงนี้ คือจริงๆคนจีนไม่ได้เปลี่ยนไปมากเท่าไร แต่มีคนบางกลุ่มที่เปลี่ยนไป เช่นนักธุรกิจต้องการจะลงทุนในประเทศจีนแทนอเมริกาเนื่องจากต้นทุนต่ำกว่าและทรัพยากรที่มีมาก การเปลี่ยนแปลงทางแนวคิดในการทำธุรกิจทำให้เปลี่ยนโลกไปได้มากเลยที่เดียว มีคนจำนวนหนึ่งไม่เชื่อใน Result แต่เชื่อในสิ่งที่เขาเชื่อซึ่งบางทีเขาอาจจะเปลี่ยนแปลงโลกก็เป็นได้ ซึ่งถ้าวันนั้นเขาเชื่อใน Result ที่ต้องทำอย่างนี้ถึงจะดีคงจะไม่มีวันนี้ 





ผมได้คุยกะเพื่อนอีกคนนึง เขาพูดว่าสมัยนี้มันเข้าสู่ยุคที่ไม่มีถูกหรือผิดแล้ว ในสมัยก่อนทฤษฎีบ้างอย่างอาจถูกต้อง แต่สมัยนี้อาจจะผิด ทฤษฎีมันตายตัวแต่มนุษย์เรามันไม่ตายตัว เราไม่สามารถใส่ของที่รูปทรงตายตัวไปในสิ่งที่มีรูปทรงไม่ตายตัว วันนี้รูปทรงทั้งสองชิ้นอาจจะเข้ากันได้ดี แต่ในวันหน้าอาจจะเข้ากันไม่ได้ ต้องขอบคุณเทคโนโลยี และ ความรู้ต่างๆที่ทำให้มนุษย์พัฒนามาก้าวไกลได้ขนาดนี้ 


Topbeatbox # ชิวดิว่าาา